The Moody Blues :: Long Distance Voyager (1981)

มีคำบอกกล่าวกันมานานแล้วว่าการออกแผ่นของเหล่าศิลปินร็อคโดยเฉพาะแนวดนตรีในแบบโพรเกรสซีพ, คลาสสิคัล, ฮันเต็ด, นิว มิวสิค, อีเล็คโทรนิค ฯลฯ ที่มีคำว่าร็อคลงท้ายแล้ว เขาจะพิถีพิถันมากในการทำทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นแผ่นขึ้นมา แผ่นชุดหนึ่งมิใช่เพียงแค่เพลงเท่านั้นที่ถูกบรรจุในแผ่น แต่มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ประกอบกันขึ้นมา ตั้งแต่ปกแผ่น ซองใส่แผ่น (ซึ่งเป็นเพียงแค่บางชุดเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ) เนื้อร้อง, ทำนอง จิปาถะ และรวมกันเรียกว่า แผ่นเสียง แล้วมีนักฟังเพลงสักกีคนที่ให้ความสนใจกับของพวกนี้ ทั้งๆที่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย

ถ้ามีวงดนตรีหน้าใหม่เกิดขึ้น ถ้าวงนั้นเป็นการรวมศิลปินระดับพระกาฬเข้าร่วมกัน เช่น Asia, Bad Co. (ตอนเริ่มตั้ง) ถ้าแผ่นชุดนั้นไม่ดังในเมืองนอก จะมีนักฟังเพลงสักกี่คนในเมืองไทยให้ความสนใจกับดนตรีของพวกเขา การที่ศิลปินระดับพระกาฬมารวมกัน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องผลิตผลงานชั้นดีเสมอไป การที่แผ่นชุดไหนขายดีในเมืองนอกก็ไม่ได้หมายความว่าแผ่นพวกนั้นจะต้องดีเด่นเสมอไป การที่แผ่นชุดไหนเกิดไม่ได้รับความนิยมในเมืองนอก ก็ไม่ได้หมายความว่าแผ่นชุดนั้นจะไม่ดี เมื่อ 5 ปีก่อน Vangelis มีใครรู้จักบ้าง ไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทย แผ่นชุด Albedo 0.39 ของ Vangelis (น่าเสียดายที่เพื่อนซื้อตัดหน้าผมไป) เป็นแผ่นที่ดีมาก แต่ถูกนักฟังปฏิเสธหมด ตอนที่แผ่นชุด Chariots Of Fire ออกมาใหม่ๆ ชุดนี้คว่ำไม่เป็นท่าทั้งในเมืองนอกและในเมืองไทย ชุดนี้ค้างสต็อคอยู่ในเมืองไทยตั้งนาน ถ้าจำไม่ผิดชุดนี้ถูกสั่งเข้ามาในเมืองไทยประมาณเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว แต่พอภาพยนตร์เรื่องนี้ดังขึ้นมา ชุดนี้ก็พุ่งเข้าสู่อันดับหนึ่งในอเมริกา แผ่นชุดนี้เลยขายในเมืองไทยมาก ศิลปินหน้าใหม่หลายต่อหลายคน ถ้าไม่ดังในเมืองนอก หรือถ้าไม่มาแสดงในเมืองไทย จะไม่มีใครรู้จักเลย ที่จริงจะโทษคนฟังเพลงในไทยก็ไม่ได้ เพราะนักฟังเพลงในเมืองไทยถูกจำกัดมาก ในขณะที่ราคาแผ่นเสียงแพงยิ่งกว่าทอง นักจัดรายการวิทยุชั้นดีมีน้อย ถ้าเทียบกับรายการวิทยุซึ่งปัจจุบันสถานีมีเกือบ 100 แห่ง แต่ถูกพ่อค้าซื้อเวลาไปหมด แต่ที่พูดมานี้ไม่ใช่มีแต่ในเมืองไทย เมืองนอกก็เป็นเหมือนกัน แต่เขามีโอกาสมากกว่าคนไทย เพราะศิลปินเป็นคนชาติของเขา แต่ที่ผมไม่พอใจมากก็คือ ลักษณะการฟังเพลงของคนไทย คนไทยไม่มีรสนิยมที่แน่นอน ถ้าเพลงนี้ดังในเมืองนอก คนไทยถึงจะชอบอะไรพวกนี้ แต่ก็อย่างที่บอกล่ะครับ วงการเพลงของเราแคบ คนส่วนมากจึงต้องถูกบังคับให้ชอบไปโดยปริยาย สมัยก่อนอยู่ต่างจังหวัดฟังเพลงลูกทุ่ง พอเข้ากรุงเทพฯ ต้องฟังเพลงนอก ถึงจะถูกรสนิยม คนอย่างนี้จะเรียกว่าอะไรดี ผมก็ไม่ทราบ แต่คนเช่นนี้ไม่มีลักษณะของผู้นำเลย

ที่พูดมาตั้งยาว อย่านึกว่าไม่เกี่ยวกับ Moody Blues นะครับ ถ้าแผ่นชุดนี้ไม่ใช่ของวงที่เรียกว่า Moody Blues จะมีคนให้ความสนใจกันมากขนาดนี้ไหม ผมไม่อยากให้คนไทยฟังเพลงเพราะเล่นจากวงระดับพระกาฬหรือวงนี้มันดัง หรือเพลงนี้มันดัง อะไรพวกนี้ แต่ผมอยากให้คนไทยฟังเพลงเพราะเราชอบก่อนแล้วอย่างอื่นจะตามมาทีหลังเอง ถ้าเราสนใจ ผมไม่ได้ซื้อชุด Octave ของพวกเขาเพราะผมไม่ชอบ จะอธิบายให้ฟังนิดเดียวนะครับ ผมว่า Moody Blues สร้างผลงานที่ใหญ่เกินตัวเกินมาก จนขาดลักษณะของความเป็น Moody Blues ไป มันซีเรียสเกินไป ถ้ามีโอกาสจะนำมาพูดถึงครับ

ไม่ทราบว่านักฟังเพลงเมืองไทยซื้อแผ่นหรือเทป แล้วได้สังเกตหน้าปกชุดนี้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้สังเกตก็ขอให้สังเกตเสียเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นคุณจะพลาดโอกาสที่จะเข้าใจศิลปะบนแผ่นปกชั้นดีไปอย่างน่าเสียดาย ผมจะอธิบายให้ฟังครับ แผ่นชุดนี้ถ้าคุณกางออกมา คุณจะเห็นรูปกลุ่มคน (เด็ก) กำลังดูหุ่นมือ เป็นภาพของยุคโบราณ แบบที่เขาเรียกกันแบบภาษาศิลปินว่ายุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟี้นฟูศิลปะ) ถ้าผิดก็ขออภัย เพราะผมไม่ได้ศึกษาด้านนี้มาโดยตรง เพียงแต่ให้ความสนใจเท่านั้นเอง ถ้าคุณดูรูปนี้เป็นภาพของคนยุคโบราณแล้ว คุณกำลังถูกหลอกเข้าไปแล้ว ขอให้สังเกตใต้คำว่า Voyager มีรูปดาวเทียมอยู่นะครับ เห็นไหมครับว่ามันขัดกัน หยุดอยู่แค่นี้ก่อน ถ้าคุณมีแผ่นเสียงขอให้หยิบแผ่นเสียงออกมาดู ดูหน้าแรกก่อนนะครับ คุณจะเห็นรูปดาวเทียมอยู่ตรงกลางเห็นได้ชัดเลย พลิกไปดูหน้า 2 นะครับ คุณจะเห็นรูปดาวเทียมกำลังจะหลุดออกไปแล้ว เห็นไหมครับ ดาวเทียมทั้ง 3 รูป มีความหมายครับ คือคุณจะต้องไปดูเพลงก่อนนะครับ เพลงสุดท้ายของแผ่นชุดนี้คือ Veteran Cosmic Rocker มันคือ epilogue (บทสรุป) ของแผ่นชุดนี้ทั้งแผ่นเลย ไอ้คำว่า Veteran Cosmic Rocker ถ้าผมไม่แปลตามตัวอักษร มันน่าจะตีความหมายถึงบุคคลที่ผ่านประสบการณ์อะไรต่างๆมามากมายแล้ว ใกล้ที่จะเป็น The Man In The Wing หรือเขาอาจจะคือ The Man In The Wing ก็ได้ มีอยู่สองเพลงที่ผมติดเรื่องเนื้อเพลงเอามากๆทีเดียวคือเพลง Reflective Smile และ Veteran Cosmic Rocker เรียกว่าทุกเพลงเข้าใจตลอด มีสองเพลงนี้ล่ะครับที่ไม่ค่อยแน่ใจในความหมายเลย ไปดูชื่อคนแต่งแล้วไม่แปลกใจเลย Ray Thomas (ขลุ่ย,คีย์บอร์ด,ร้อง) แต่ง คนๆนี้ล่ะก็เป็นได้นั่งกุมขมับกันล่ะครับ ในเรื่องตีความ

คิดว่าแผ่นชุดนี้มันเป็นเรื่องราวของคนในยุคปัจจุบันนี้ ที่กำลังจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แล้วเขาหวนกลับไปรำลึกถึงอดีตที่ผ่านมา ในจุดเริ่มต้นของจุดจบในเพลง The Voice ถ้าเขามีโอกาสอีกสักครั้งหนึ่งในเพลง 22,000 Days และรูปดาวเทียมก็มีความหมายอยู่ตรงนี้ล่ะครับ ดาวเทียมรูปแรกบนปกแผ่นเสียง คือการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของ Veteran Cosmic Rocker ออกมา ภาพที่แสดงออกมาก็คือภาพที่เขาฝันว่าชีวิตในวัยเริ่มต้นของเขาควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ชีวิตจริงๆของเขาจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่านั้นอยู่ที่ตัวผู้ประพันธ์เอง เราไม่สามารถจะทราบได้ เพราะเพลงพวกนี้มันอาศัยหลักการตีความตามจินตนาการ ซึ่งอยู่ในกรอบและเขตของความคิด ดาวเทียมรูปที่สองในแผ่นเสียงหน้าแรก ถ้าคุณสังเกตการวางลำดับเพลงแต่ละเพลงต่อเนื่องกัน (ที่จริงก็ทั้งชุด) แต่ในหน้าแรกนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรอโอกาส จากเพลง The Voice จากประโยคที่ว่า Won't you take me back to school, I need to learn the golden rule. การรอโอกาสที่จะกลับไปหากฎเกณฑ์และข้อบังคับ (Golden Rule) อีกครั้ง

แต่ในหน้าที่สองนั้น ดาวเทียมกำลังจะหลุดไป หมายความว่าเรื่องที่เขาเล่ากำลังจะสิ้นสุดแล้ว ถ้าคุณจะสังเกตเพลง Veteran Cosmic Rocker เขาจะเขียนด้วยตัวหนาเป็นพิเศษ ทั้งๆที่เวลาร้องก็ไม่ได้ย้ำหรือเน้นเลย เป็นการเน้นความหมายจากความหมายจริงๆ จากประโยคที่ว่า

The lights go down
The stage is set
The man in the wing breaks out in sweat
A backstage joker spiked his coke

คุุณรู้สึกเป็นเช่นไรครับกับวรรคที่สาม อ่านแล้วช่วยบอกผมหน่อย

ที่เขียนมานี้ยังไม่ได้พูดถึงเพลงเลย เพราะตอนนี้ผมกำลังเน้นเรื่องชื่อแผ่นชุดหนึ่ง พยายามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผ่นนั้นมาให้มากที่สุด อย่านึกว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆไม่มีความหมาย ที่ผมพูดมาอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่ผมอยากจะให้คุณใช้ความคิดความอ่านในการฟังเพลงหน่อย เพราะการฟังเพลงในวิทยุกับแผ่นเสียงมันผิดกัน เพราะฟังจากวิทยุบางครั้งจะไม่รู้เลยว่าเขาร้องเช่นไร เช่นเพลง The Voice ถ้าฟังจากวิทยุถ้าไม่มีเนื้อร้องแล้ว คุณจะไม่รู้เลยว่าเขาร้องว่าเช่นไร ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ขนาดคนจบจากนอกที่ผมรู้จักถ้าไม่กางเนื้อแล้ว ยังไม่รู้เรื่องเลยเวลาฟังเพลง แต่เวลาที่คุณฟังจากแผ่นคุณสามารถหากำไรจากแผ่นนั้นได้ อย่าสักแต่ว่าซื้อแผ่นตามความดังหรือเชื่อคำพูดคนอื่นเลย

ก่อนที่จะพูดถึงเพลง ขอย้อนกลับไปดูหน้าปกแผ่นอีกครั้ง จากภาพใหญ่ๆภาพหนึ่งสามารถที่จะตัดภาพนั้นออกมาเป็นภาพเล็กๆได้ถึง 10 ภาพ และ 10 ภาพนั้นก็คือ 10 เพลง เพลง The Voice คือการแสดงความสามารถระดับพระกาฬจริงๆของวง Moody Blues คุณสังเกตการอินโทรดนตรีนะครับตอนต้นว่าลึกล้ำขนาดไหน และจากจุดนิดเดียวที่ดนตรีทิ้งช่วง Moody Blues เปลี่ยนจังหวะทันที ใจผมคิดว่าไอ้จังหวะเช่นนี้ฟังดูแล้วมันทำได้ง่ายๆแต่เวลาคิดสิครับ ผมว่ามันยากนะครับ ไม่เช่นนั้นก็มีคนแต่งเพลงแบบนี้กันเกลื่อนแล้ว Moody Blues ดนตรีของเขามีลักษณะเด่นอยู่อย่างคือ เขาไม่เด่นคนเดียว เขาเล่นเป็นทีมเวิร์ค ถึงแม้ว่า Justin Hayward และ John Lodge จะดังกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไร้ความสามารถ Patrick Moraz ฝีมือพัฒนาไปมากกว่าอยู่กับ Yes เสียงคีย์บอร์ดของเขาลื่นไหลมากจากเพลงนี้

Talking Out Of Turn คีย์บอร์ดมีบทบาทในการเสริมจังหวะ ทั้งๆที่ดนตรีในเพลงนี้ก็เป็นเพลงร็อคธรรมดาๆ แต่คีย์บอร์ดกลับช่วยผลักดันให้ดนตรีของเพลงนี้ฟังดูแล้วขลังขึ้น เพลงนี้เป็นลักษณะของวงนี้ คือการทำเพลงเหมือนเพลงสวด ซึ่งนักวิจารณ์หลายๆคนบอกว่า เพลงยาวๆของวงนี้มันไม่กระชับ มันน่าจะสั้นกว่านี้ได้ แต่ผมกลับคิดตรงข้าม ผมว่าการที่เขาขยายขอบเขตของเพลงให้ยาวขึ้น มันช่วยเสริมสร้างพื้นฐานและรากให้เพลงอื่นต่อไป ก็เรียกว่าต่างคนก็ต่างความคิดกันล่ะครับ

ELO เป็นวงที่เปิดโลกของคลาสสิคัลร็อคให้มีสีสันมากขึ้น จากเพลง Last Train To London ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเพลงป๊อบธรรมดาๆไปแล้ว Gemini Dream ก็เช่นเดียวกัน เป็นการทำดนตรีหยุดรอนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่นักฟังเพลงรุ่นเก่า แต่ Moody Blues พลาดไปแล้ว เขากลายเป็นผู้ตามไปแล้ว การเป็นผู้ตามไม่ใช่สิ่งน่าเกลียด แต่การเป็นผู้ตามโดยไม่ใช่เท้าหลังของช้าง แต่เป็นหางของช้าง มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับวงอย่าง Moody Blues ELO ควรเปิดแชมเปญฉลองที่ทำให้วงนี้กลายเป็นแค่หางของช้างเท่านั้นเอง

คลาสสิคัลร็อค ไม่ได้หมายความถึงการจะต้องมีวงคลาสสิกเข้ามาแบ็คอัพให้ อาจจะเป็นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ เช่นกีต้าร์อย่างเพลง In My World ฟังแล้วอย่างกับเขาใช้กีต้าร์ติดคอนแท็คเล่น ดนตรีในเพลงนี้เรียบง่าย มีกีต้าร์ช่วยทำให้เพลงนุ่มนวลขึ้น และมีเสียงร้องคลอไปด้วย เศร้าถึงใจจริงๆ ผมไม่ได้ชอบลักษณะการเขียนเพลงอย่างนี้เท่าไหร่นัก ในด้านเนื้อร้องที่วนไปเวียนมาก คล้ายๆการตอกย้ำความรู้สึกของตนให้คนอื่นทราบ เพลงนี้จบลงไปแล้ว และขึ้นมาอีกครั้งเป็นการบรรเลง ถ้าคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายฟังเพลงนี้จะชอบเป็นพิเศษ เพราะเนื้อร้องมันก็กินใจอยู่แล้ว และยังมีช่วงบรรเลงที่ทำให้คนฟังรู้สึกคล้อยตามไปอีก ช่วยตอกย้ำความรู้สึกดีแท้ แต่ถ้าคุณหันกลับมาถามว่า ดนตรีแนวคลาสสิคัลร็อคมันเป็นเช่นไรล่ะ ผมว่าคุณจะต้องหัดทำการบ้านในการฟังเพลงเพิ่มขึ้น

ดนตรีไม่เหมือนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรทั้งหลาย เพราะดนตรีไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวและแน่นอน ไม่ใช่ โด-เร-มี-ฟา-ซอล-ลา-ซี-โด ที่คุณรู้จัก มันอาจจะเป็น มี-เร-ฟา-โด อะไรพวกนี้ก็ได้ คลาสสิคัลร็อคก็เช่นเดียวกัน มันไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวและแน่นอน แต่ดนตรีทุกอย่างจะต้องมีจัดแบ่งประเภทและแยกออก ถ้าคุณคุ้นกับ Moody Blues มานาน ไม่ใช่ฟังเพลงของวงนี้มาแค่เพลงสองเพลง แผ่นสองแผ่น แล้วอุปโลกน์ว่าเพลงนี้ดี แผ่นนี้ดีแล้ว คุณจะเห็นว่าวงนี้มีลักษณะดนตรีอย่างหนึ่ง คือนักดนตรีแต่ละคนมีความสามารถทัดเทียมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน Mick Pinder (คีย์บอร์ด) เป็นผู้ลาออกไป Patrick Moraz เป็นผู้เข้ามา แต่แนวดนตรีของ Mick ไม่ได้หายไป จากเพลง In My World, Meanwhile เป็นแนวของ Mick โดยตรง แต่ผมไม่ทราบว่าวงนี้คิดเช่นไรจึงลดความสำคัญของ Patrick ลงมา ทั้งๆที่เพลง The Voice, Talking Out Of Turn นั้น Patrick แสดงฝีมือออกมาพอสมควรทีเดียว เพลง In My World และ Meanwhile จึงไม่เด่นในแบบที่ควรจะเด่น ถ้า Mick อยู่ หรืออาจจะเป็น Patrick ยังไม่คุ้นกับดนตรีของวงนี้ก็เป็นได้ โดยเฉพาะเพลง Meanwhile มันเนือยจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือการแต่งเพลงในแบบ Mick Pinder ของ Justin Hayward นั้นไม่เลวเลย อันที่จริงวงนี้ควรจะตัดดนตรีในแบบ Mick Pinder ทิ้งไปเลย และแต่งเพลงในแบบที่ตัวเองถนัดเข้าไป เช่นเพลง 20,000 Days เพลงนี้ผมชอบมากครับ และมีแนวที่น่าจะถูกใจคนไทยได้มากด้วย Graeme Edge แสดงฝีมือตีกลองมืออาชีพออกมาได้สวยมาก การเล่นกระเดื่องคู่เยี่ยมมาก และนี่คือลักษณะของความไม่แน่นอนของดนตรี โดยใช้กลองเป็นหลัก เห็นไหมครับว่าแนวดนตรีอย่างหนึ่ง มันพลิกแพลงได้เป็นหลายอย่าง

ดนตรีที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน ข้อผิดพลาดที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดก็คือจุดจบ (ไคลแม็กซ์) ELO เคยพลาดมาแล้วจากชุด Time มีไม่กี่วงที่สร้างดนตรีที่ต่อเนื่องและทำได้ดี เช่น The Who จาก Tommy และ Quaddrophenia, Genesis จาก The Lamb Lies Down On Broadway, Pink Floyd จาก The Wall แต่ไม่มีใครเทียบกับ Moody Blues วงนี้สร้างดนตรีเป็นเรื่องเป็นราวเป็นหนึ่งเสมอ กี่ชุดต่อกี่ชุดที่มีเนื้อหาต่อเนื่องไม่เคยพลาดเลย ในขณะที่ The Who มี Pete Townshend แต่งทุกเพลงจาก Tommy, Genesis สมาชิกทุกคนร่วมกันแต่งทุกเพลงจาก The Lamb Lies..., Pink Floyd มี Roger Waters แต่งแทบทุกเพลง แต่สำหรับ Moody Blues สมาชิกแทบทุกคนแต่งกันเอง (ในชุดนี้ Patrick ไม่ได้แต่ง) ความแตกแยกย่อมมากขึ้น Nervous ถึงไม่ใช่จุดจบของชุดนี้ แต่เป็นสัญญาณแสดงถึงระยะทางแห่งจุดสุดท้ายใกล้มาถึงแล้ว ความเครียด ความประสาท แสดงออกมาได้ชัดจากดนตรีที่ฟังดูแล้วเรียบง่ายเหลือเกิน Painted Smile, Refllective Smile และ Veteran Cosmic Rocker คือสามเพลงสุดท้ายที่ต่อเนื่องกัน คนแถบตะวันตกมองเห็นว่าดนตรีในแบบตะวันออกนั้นลึกลับน่ากลัว อิทธิพลของดนตรีชาวตะวันออกก้าวเข้าไปมีบทมาก วงนี้ได้แสดงลักษณะการเล่นดนตรีของชาวตะวันออกโดยสายตาของคนตะวันตก ในขณะที่ Painted Smile ดนตรีในแบบตะวันออกยังไม่เด่นชัดนัก Reflective Smile ก็กลายเป็นคำรำพันของรูปธรรมนามธรรมขึ้นมา Veteran Cosmic Rocker ก็คือจุดจบของจุดเริ่มต้นของวงนี้ทันที

ถ้าคุณเป็นคนอ่านที่ละเอียดสักหน่อย คุณคงสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงรูป 10 รูปเล็กๆเลย ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นการบ้านที่จะทำให้คุณเข้าถึง Moody Blues หรือคลาสสิคัลร็อคได้ดีขึ้น

และอีกข้อถ้าผมอธิบายไป ผมว่ามันจะกินหน้ากระดาษมากไป และอีกข้อคือ ผมเขียนเช่นนี้ก็เสี่ยงต่อการพลาดอยู่แล้ว เพราะผมเอาความรู้สึกต่อเสียงเพลงที่ผมจินตนาการจากเนื้อร้องที่วกไปเวียนมามาพูดให้คุณฟังนิดหน่อย ถ้าคุณสังเกต ผมจะไม่พูดถึงว่า เพลงนี้หมายความว่าเช่นไรเลย ไม่ใช่กลัวพลาดหรอกครับ ผมไม่กลัวเลยที่จะพลาด แต่ผมอยากให้คุณอาศัยความสามารถของคุณมากกว่าในการที่จะเข้าถึงเพลง

ผมเป็นนักฝัน และในความฝันของผม ที่ผมอยากให้กลับไปใหม่อีกครั้งก็คือการกลับไปวัยเด็ก Moody Blues ชุดนี้ทำให้ผมอยากจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในสิ่งที่ผมเคยพลาด เพลง 22,000 Days, The Voice และ Nervous คือสิ่งที่ผมอยากให้เป็นเช่นนั้นสำหรับผมเหลือเกิน

ชุดนี้ผมคิดว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดของวงนี้ ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆเพลงที่ไม่เด่นนัก แต่ทุกเพลงก็มีลักษณะเฉพาะตัว ถ้าคุณจะเอาความดีเด่นด้านเนื้อร้อง ชุดนี้พร้อม ถ้าจะเอาแผ่นชุดหนึ่งที่เพลงแต่ละเพลงทำนองไม่ซ้ำซากเลย ชุดนี้ก็พร้อม ถ้าจะเอาแค่ความไพเราะ ชุดนี้ก็มีเพลงดีๆ ไพเราะๆหลายเพลง แล้วคุณต้องการอะไรมากกว่านี้สำหรับแผ่นสักชุดหนึ่ง

การเดินทางอันแสนยาวนานของ Moody Blues ไม่ใช่การเดินทางไปไหน แต่เป็นการเดินทางของชีวิตที่ผ่านมา แล้วจะไม่มีวันกลับคืนมาสู่คุณอีก วันนี้คุณอยู่กับปัจจุบัน พรุ่งนี้ก็คือปัจจุบันที่คุณจะต้องอยู่ต่อไป ไม่มีวันที่คุณจะเรียกอดีตของคุณกลับมาได้ ดังนั้นวันนี้คุณควรจะมีรอยยิ่มและความรักเถอะครับ ไม่เช่นนั้นคุณจะคิดถึงการเดินทางอันแสนยาวนานอย่างที่ Moody Blues คิดให้คุณฟัง บอกแล้วไงครับว่าผมเป็นนักฝัน

แผ่นนี้ไม่ทราบว่าพอจะหาซื้อได้ไหม ตอนที่ผมซื้อราคาประมาณ 280-300 บาท แต่เห็นรุ่นใหม่ที่เข้ามาเร็วๆนี้ตั้ง 350 บาทแล้ว แต่แผ่นนี้น่าสะสมนะครับ ตามข่าวที่ทราบมาตอนนี้แผ่นชุดใหม่ของเขากำลังอัดเสียงในสตูดิโออยู่นะครับ

แนวดนตรี - คลาสสิคคัลร็อค
โปรดิวเซอร์ - Pip Williams

(ตอนนี้เซ็นทรัลสั่งแผ่นชุดเก่าของ Vangelis มาแล้ว จะนำชุด Albedo 0.39 หรือ Heaven And Hell มาพูดถึงครับ)

SP 173

No comments:

Post a Comment