February 1, 1979

Styx :: Pieces of Eight

ร็อคกรุ๊ปคณะนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงร็อคกลุ่มหนึ่ง อย่างไม่เอะอะมะเทิ่ง มานานพอสมควร เรียกว่า "ดังอย่างเงียบๆ" แผ่นเสียงของพวกเขาจึงขายเกินล้านไปอย่างเงียบๆเหมือนกัน อันนี้ต้องโทษบริษัทแผ่นเสียงที่ทำโฆษณาไม่ถึง อัลบั้ม Grand Illusion สร้างชื่อเสียงให้กับคณะนี้ไม่น้อย มาถึง Pieces Of Eight จึงมีการสั่งจองกันอย่างมโหฬารพอสมควร ซึ่งมากพอที่จะทำให้คว้าแผ่นทองคำขาวไปหลังจากการออกจำหน่ายเพียงไม่กี่สัปดาห์

เพลงของพวกเขาเรียบเรียงขึ้นอย่างง่ายๆ ใช้เครื่องดนตรีจำกัดเท่าที่มี แทบจะไม่มีการอัดเสียงทับเข้าไปเลย เพราะฉะนั้นพวกเขาจะผลิตแผ่นเสียงได้เร็ว และสามารถเล่นสดๆได้ดีเท่าหรือดีกว่าแผ่นเสียง หากมองกันในแง่นี้ Styx เป็นร็อคกรุ๊ปที่น่าทึ่งที่สุดคณะหนึ่ง

ในขณะที่ร็อคกรุ๊ปอื่นๆพยายามใช้เครื่องปรับเสียง ใช้เครื่องอิเลคโทรนิคเข้าช่วย Styx กลับเล่นด้วยฝีมืออย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือ Styx มีนักร้องที่ร้องได้ดีเท่าๆ กันถึง 3 คน สามารถสลับกันร้องโดยคุณไม่เบื่อเลย

เพลงของพวกเขาค่อนข้างจริงจัง เข้ายุคเข้าสมัย ไม่ใช่เขียนเพ้อฝัน ลมๆ แล้งๆ และอารมณ์เพลงมักจะออกมาในด้านลบเสียด้วย อย่างเพลง Blue Collar Man อธิบายความรู้สึกของคนว่างงาน คนหิวโหย ได้เจ็บปวดดีนัก

"Give me a job give me security
Give me a chance to survive
I'm just a poor soul in the unemployment line
My god I'm hardly alive"

"Long nights impossible odds
Keeping my back to the wall If it takes all night to be just who I am
Well. I'm gonna be a blue collar man"

ครับ .. คนจนตรอกทำอะไรก็ได้ แม้แต่ฆ่าคน !

Queen Of Spades มาในแนวคล้ายกัน แต่ก็พอจะเป็นเพลงปลุกใจให้คุณมีมานะ พยายามมากขึ้น ไม่มีงานสบายๆ ที่เขาจ่ายเงินคุณมากๆหรอก

Renegade ฟังแล้วทำให้นึกถึง Butch Cassidy And Sundance Kid หรือ "สองสิงห์ชาติไอ้เสือ" ที่พอล นิวแมน กับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แสดงร่วมกัน ที่แสดงถึงความโดดเดี่ยว ความหวาดกลัวของคนที่กำลังถูกตามล่า แต่เพลงน่ากลัวยิ่งกว่านั้น เพราะอธิบายความรู้สึกของคนที่กำลังถูกประหารเนื้อเพลงเน้นให้สะเทือนใจอย่างยิ่ง ตรงที่คนที่กำลังขึ้นสู่ตะแลงแกงนึกถึงสิ่งสุดท้ายของเขา

"Oh mama I can hear you a crying You're so scared and all alone"

หลังจากจบเพลง Renegade อันเคร่งเครียด บรรยากาศถูกเปลี่ยนให้ดีขึ้นด้วย แสงอาทิตย์อันแจ่มใสในยามเช้าของเพลง Pieces Of Eight ฟังไปฟังมา ว้า .. เป็นเรื่องความทุกข์อีกแล้ว แต่นี่เป็นความทุกข์ของคนมั่งมีศรีสุข คนที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งแก้วแหวนเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ขาดอยู่อย่างเดียวคือความสุข .... อะไรๆก็ซื้อความสุขไม่ได้ นอกจากความพอใจของคุณเอง .. คิดแล้วรู้สึกว่าเป็นคนจนดีกว่าแฮะ

คำว่า Great White Hope พวกฝรั่งผิวขาวชอบใช้กันนัก เคยใช้กันในหลายวงการ แต่ใช้บ่อยมากในวงการหมัดมวย มันช่างเป็นคำที่น่าเกลียดเสียจริง ทำยังกะโลกนี้ต้องมีแต่คนขาวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ เป็นการแบ่งสีแบ่งผิวจนดูเหมือน คนผิวสีอื่นไม่ใช่คน

Styx อาจจะรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน เนื้อหาเปรียบเทียบกับนักมวยคนหนึ่ง ซึ่งหวังว่าคงไม่ใช่เฮนรี่ คูเปอร์ "Great White Hope" ที่ถูกสิงห์จอมโม้ อาลี ถลุงเสียม่อย กระรอกเมื่อหลายปีมาแล้ว

เพลง I'm O.K. สำหรับใครก็ได้ที่อยู่ในฐานะที่ต้องทำให้คนหมู่มากพอใจ การทำอะไรสักอย่างหนึ่งอย่าหวังว่าทุกคนจะพอใจ เพราะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะทำดีสักแค่ไหน คนที่ไม่ชอบก็ต้องมีวันยังค่ำ คนดีราวเทพเจ้าอย่างคานธีหรือคนเก่งอย่างเคเนดียังมีคนปองร้าย นับประสาอะไรกับคนธรรมดาสามัญ คุณจะเปรียบเทียบกับใครล่ะ .... นักร้อง นักมวย นักกีฬา นักหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ไม่มีใครที่คนเขาชอบกันหมดทั้งโลกหรอก เพลงนี้เขาบอกว่าทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น ใครจะด่าใครจะว่าก็ช่างมัน

Sing For The Day เป็นเพลงรักเพลงเดียวที่มีอยู่ แต่ไม่ไหวเอาเสียเลย เพราะไอ้หนุ่มกำลังหน้ามืดตามัว คร่ำครวญ ฝันเฟื่องเสียหรูหรา แต่ตอนจบ ดันให้แม่ยอดหญิงบอกตัวเองว่า คำสอนที่พ่อสอนไว้นั่นไม่จริงทั้งเพ แล้วกัน ทำอย่างนี้จะใช้ได้เรอะ .... แต่พอคิดอีกที ก็อาจจะถูกของเขา หากแม่ยอดหญิงคนนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่พ่อว่า

เพลงสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Lords Of The Ring เพลงค่อนข้างยาว แต่ไม่มีสาระอะไรมากนัก เป็นการเปรียบเทียบที่สรุปเนื้อหาได้แค่ว่า การอยู่เป็นคนควรจะมีความใฝ่ฝัน มีความตั้งใจหรือจุดหมายอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น

เท่าที่ว่ามานี้ก็คงพอจะเห็นได้ว่า เนื้อหาเพลงของ Styx เข้มข้นไม่ใช่เล่น ดนตรีเรียบง่ายชัดเจนท่วงทำนองไม่เด่นนัก ลักษณะการเขียนติดไปทางคลาสสิคร็อคนิดๆ เรียกว่าพอหอมปากหอมคอ แต่มีค่ามากมายหากคุณจะฟังอย่างจริงจัง

ระย้า

October 1, 1973

Pink Floyd :: The Dark Side of the Moon

เห็นผมยาวๆ หนวดเครารุงรังอย่างนี้ อย่าได้คิดว่าพวกเขาต้องเล่นดนตรีอึกทึกครึกโครม หรือสนุกครึกครื้นอะไรทำนองนั้น ดนตรีของพวกเขาเกิดจากจินตนาการอันหรูหรา เต็มไปด้วยสาระ จริงจัง ทั้งสะอาดสดใสและนุ่มนวลจนไม่น่าเชื่อ

Pink Floyd เป็นกลุ่มนักดนตรีใต้ดินจากอังกฤษ ที่มีประวัติการเล่นยาวนานทีเดียว แต่การเล่นแบบ "ตามใจฉัน" ไม่ค่อยถูกหูชาวบ้านนัก จึงไม่มีโอกาสโด่งดังอย่างเพื่อนพ้องนักขายเสียงด้วยกัน แม้จะเป็น Electronic Rock ชั้นเยี่ยมวงหนึ่งก็ตาม พวกเขาได้รับการกล่าวขวัญถึงบ้างเมื่อหลายปีก่อน ในฐานะคณะดนตรีที่แสดงสดได้ตื่นเต้นที่สุด เสียงดนตรีที่ประหลาดมหัศจรรย์ ไฟสีอันงดงามตระการตา เร่งเร้าบรรยากาศให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการปล่อยควันสารพัดสีล้วนเป็นมนต์ขลัง สะกดผู้ชมให้ตรึงติดกับเก้าอี้ก็เท่านั้นเอง แผ่นเสียงของพวกเขาขายไม่ดีนัก สมาชิกของคณะที่เคยอยู่บ้านเช่ายังคงต้องเช่าบ้านอยู่ต่อไป

จากความนิยมที่ได้รับในวงแคบ ๆ แต่มั่นคงพอใช้ ทำให้ Pink Floyd สามารถยืนหยัดออกอัลบั้มได้ถึง 9 แผ่น อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยประสบความสำเร็จที่น่าพอใจเลยสักครั้งเดียว อัลบั้ม 8 แผ่นแรกไม่สามารถไต่ขึ้นไปให้สูงกว่าอันดับที่ 40 ร้ายกว่านั้น ซิงเกิลแผ่นแรกของคณะชื่อ "Arnold Layne" ถูก BBC แบน เพราะเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน พวกเขาขวัญกระเจิงไปเหมือนกัน แต่ไม่มีผลทำให้ท้อถอย พวกเขาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยวิธีการที่หารูปแบบแน่นอนไม่ได้ นั่นคือการเล่นตามความพอใจ

ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มจะพ้นจากการโอนเอนเพราะกระแสอุปสรรค พวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหายิ่งใหญ่ เมื่อ Syd Barett ผู้เป็นนักร้องนำ, นักกีต้าร์ และนักแต่งเพลงของคณะขอลาออก ผู้สันทัดกรณีต่างคาดหมายว่า เมื่อขาดตัวจักรสำคัญเสียแล้ว คงไปไม่รอด ต้องล้มคณะไปโดยปริยายอย่างแน่นอน แต่ผิดถนัด Pink Floyd กลับแข็งแกร่งกว่าเดิม เมื่อได้ Dave Gilmour ผู้มีฝีมือเหนือกว่า Syd เข้ามาเสริมกำลัง ดนตรีของพวกเขาให้อารมณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไกลกว่านั้นพวกเขาสามารถใช้เครื่องอิเลคโทรนิคซับซ้อนกว่าเก่า สามารถสร้างสรรเสียงที่สมบูรณ์และมหัศจรรย์จนหาตัวจับได้ยาก

ผลสำเร็จที่เป็นกอบเป็นกำชิ้นแรก คือการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง "More" พวกเขาได้รับการยกย่องอย่างสูง และได้รับค่าตอบแทนจำนวนมาก ทั้งที่ใช้เวลาทำทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสรรพภายใน 8 วันเท่านั้น

สมาชิกทั้ง 4 คือ Dave Gilmour-กีต้าร์, Richard Wright-คีย์บอร์ด, Nick Mason-กลอง, และ Roger Waters-เบส มีความเห็นในเรื่องต่างๆ ไม่ตรงกันนัก บางคนต้องการทำแผ่นเสียงที่ให้อารมณ์ต่อเนื่องตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งอาจหมายถึงการบรรจุเพลงไว้เพียง 2-3 เพลงในอัลบั้มหนึ่งแผ่น แต่บางคนกลับต้องการให้รวบรวมเพลงไว้หลาย ๆ เพลง Roger คิดว่าควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการอัดแผ่นเสียง เขาจึงมักคิด และเขียนเนื้อเพลงไว้ก่อนแล้วเสมอ ในขณะที่คนอื่น ๆ เข้าห้องอัดเสียง โดยปราศจากความคิดหรือจุดมุ่งหมายที่ชัดแจ้ง ปล่อยให้เหตุการณ์แวดล้อมบันดาลให้การเล่นดนตรีเป็นไปโดยอิสระ ตามอารมณ์ชักพาไป หรือในขณะที่ Richard คิดว่า "Ummagumma" เป็นแผ่นเสียงที่ดีที่สุด และเป็นจุดสูงสุดที่คณะไปถึง Dave กลับคิดว่ามันเป็นเพียงแผ่นเสียงหยาบ ๆ อันเป็นผลิตผลจากการทดลองเท่านั้น เขาให้ความเห็นว่า ควรจะหาโอกาสทำมันใหม่อีกครั้งให้ดีกว่านี้

แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แผ่นเสียงที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาควรจะได้แก่อัลบั้มชุดที่ 9 "Dark Side Of The Moon" เป็นถูกต้องที่สุด เพราะจำนวนจำหน่ายที่สูงลิ่ว ทำให้พวกเขามีเงินซื้อบ้านของตัวเอง (ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต) มีรถโรลสรอยส์ขี่สุขีไปตามๆ กัน "Dark Side Of The Moon" เป็นอัลบั้มชุดเดียวที่ขึ้นถึงอันดับ 1 และอยู่ในอันดับท้อพเทนนานกว่า 6 เดือน

สำหรับผมเชื่อว่าอัลบั้มชุดนี้จะต้องติดอยู่ ในระหว่างอันดับ 1-5 ในการจัดอันดับอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 1973 อย่างแน่นอน และมีทางครองตำแหน่งยอดเยี่ยมที่สุดถึง 90% เพราะเท่าที่สังเกตยังไม่เห็นมีคู่แข่งที่ใกล้เคียงเลย

ท่านที่เป็นนักเล่นแผ่นเสียง ไม่ควรพลาดแผ่นเสียงที่ยอดเยี่ยมแผ่นนี้ ซื้อไว้เถิดรับรองไม่มีคำว่าผิดหวัง สำหรับดนตรีที่สะอาด สุขุม นุ่มนวล แต่หนักแน่น เนื้อเพลงที่เขียนเป็นโคลง โดยฝีมือของ Roger เต็มไปด้วยสาระ มีคุณค่า และจริงจังมาก ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันลม ๆ แล้งๆ หรือรักใคร่ไร้สาระ แต่ขอบอกเสียก่อนว่า คุณจะผิดหวังอย่างแรง ถ้าคิดว่าจะมีการร้องและเล่นดนตรีอย่างสุดเหวี่ยง สนุกครึกครื้น หรือการโซโลกีต้าร์แบบดุเดือดเลือดพล่าน เพราะไม่มีเลย เครื่องดนตรีเกือบทุกชิ้นเล่นแบบเรียบง่าย แต่เพราะพริ้งและสัมพันธ์กับเนื้อเพลงอย่างแนบเนียน เพลงชุดนี้จัดยุคสมัยให้ยากเหลือเกิน จะว่าเก่าก็ไม่ใช่จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง มันเหมือนอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่หายุคสมัยไม่ได้ แบบเดียวกับเพลง "A Whiter Shade Of Pale" ของ Procol Harum แต่โดยรูปแบบการเล่นแล้วใกล้เคียงกับคณะ Moody Blues และ Beatles ในยุคที่ออกอัลบั้มชุด Abbey Road จะต่างกันมากก็ตรงที่การใช้เครื่องอีเลคโทรนิคซับซ้อนกว่ากัน

Pink Floyd เริ่มอารมณ์ที่ต่อเนื่องด้วยการใส่ชีวิตลงในแผ่นครั้ง เมื่อเข็มพิ้คอัพแทรกตัวลงในรอบนอกสุดของเส้นทางวงกลม เสียงหัวใจเต้นแผ่วๆ ค่อยดังขึ้น ๆ นี่คือ Speak To Me ที่บรรเลงด้วยเสียงคีย์บอร์ดอันนุ่มนิ่ม และ Breathe ต่อไปในจังหวะเดียวกัน จนแทบจะนึกว่าเป็นเพลงเดียวกัน เพลงนี้ว่าถึงการแก่งแย่งทำมาหากินเพื่อหาชีวิตที่ดีกว่าของมนุษย์ ซึ่งความจริงเป็นการแข่งขันที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปสู่หลุมฝั่งศพในที่สุด การบรรเลงใน On The Run ขยายเนื้อเพลงตอนนี้ด้วยเสียงการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ เสียง Hammond Organ จากฝีมือของ Rick เร้าความรู้สึกดีมาก แทนความเร่งร้อนของการทำงานแข่งกับเวลา ไม่มีการติดต่อพูดจาในยุคที่การใช้เครื่องจักรสมบูรณ์ถึงขีดสุด และสุดท้ายก็มีเสียงระเบิดกัมปนาท กังวานกระหึ่มหลายตลบ

ขณะที่กำลังเข้าสู่ภวังค์ด้วยการติดตามฟังเสียงสะท้อนของการระเบิด เสียงตีบอกเวลาของนาฬิกาทุกชนิด ตั้งแต่นาฬิกาแขวน นาฬิกาตั้ง ลงมาถึงนาฬิกาปลุกก็ปลุกผู้ฟังให้สะดุ้งตื่น ดึงสติสัมปชัญญะกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพลง Time นี้สามารถพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า Pink Floyd ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นจริงโดยปราศจากข้อสงสัย Nick ให้จังหวะกลองติ๊กต๊อก ๆ เหมือนนาฬิกา และตีส่งฟังคล้ายกลองเพลงตลุงบ้านเรา ในขณะที่ Richard ให้เสียงกรุงกริ๊งน่ารักด้วยการต่อแกรนด์เปียโนเข้ากับ Leslie Box เสียงร้องของ Dave เตือนผู้ฟังว่าอย่ามัวดูดายหรือเอ้อระเหย อายุกำลังสั้นลงไปทุกวินาที เผลอไผลไปชั่วครู่เวลาอาจจะคืบคลานผ่านไปแล้วถึงสิบปี กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้วจะทำอะไรก็รีบ ๆ ทำเสียเดี๋ยวนี้เลย (คงเทียบได้กับเพลง "ตื่นเถิดชาวไทย" ของเรากระมัง)

และ Dave พิสูจน์ให้เห็นว่าการเล่นกีต้าร์ที่ยอดเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องเล่นรวดเร็วเป็นจักรผัน เขาโซโลในสไตล์เพลงบลูส์หวานจนเศร้าโหยหวนเสียดเข้าไปในหัวใจ วิเศษเสียจนไม่รู้จะหาคำใดมากล่าวให้สะใจได้ นอกจากนี้ยังมีการประสานเสียงที่ดีอย่างหาตัวจับได้ยาก โดยนักร้องรับจ้าง 4 คนคือ Doris Troy, Leslie Duncan, Liza Strike และ Barry St. John เพลงที่ต่อเนื่องกันไป คือ Breathe Reprise บอกให้รู้ว่าท่ามกลางการต่อสู้อันวุ่นวาย สิ่งยึดเหนี่ยวในยามที่คุณพ่ายแพ้คือพระเจ้านั่นเอง

The Great Gig In The Sky เป็นเพลงสุดท้ายในหน้า 1 ไม่มีเนื้อร้อง แต่พวกเขาก็พิถีพิถันถึงขนาดจ้าง Clare Torry มาครวญครางให้ Ian Gillan แห่ง Deep Purple ได้อายทีเดียว และถ้าเป็นการแสดงสดจริงๆคงได้ปล่อยควันกันโขมงตอนนี้เอง หน้าสองเริ่มด้วย Money เงินคือพระเจ้าที่บันดาลทุกสิ่งให้ได้ แต่มันคือรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง เพลงนี้ถูกดึงออกมาขายในแบบซิงเกิ้ล แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

เพลงต่อมาคือ Us And Them ว่าถึงการแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งชั้นวรรณะ ซึ่งแท้จริงแล้วทุกคนก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ต้องกิน ต้องอยู่และต้องตายเหมือน ๆ กัน Richard เริ่มด้วยเสียงออร์แกนที่นิ่มนวล ดุจผีเสื้อขยับปีก และโชว์การเล่นเปียโนอันเพราะพริ้ง ที่ฝีมือของ Carole King ใน Tapestry ทำอะไรไม่ได้เลย Roger ให้เบสที่เรียบง่ายแต่มั่นคง และรับกับจังหวะกลองของ Nick อย่างกลมกลืนน่าฟังยิ่ง พิเศษสุดในเพลงนี้ ได้แก่การเป่าแซ็กโซโฟนที่แสนหวานของ Dick Parry (ไม่เสียแรงที่พวกเขาอุตส่าห์จ้างมา)

Richard เอา Hammond Organ ผสมกับ Moog เล่น "Any Colour You Like" เชื่อมต่อทันทีที่ Us And Them จบลง โดยมี Roger เล่น VCS3 เป็นแบ็คกราวด์ นับเป็นเพลงอวกาศที่ฟังแล้วสบายอกสบายใจที่สุดเพลงหนึ่ง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นของที่คุณชอบ

เรื่องนี้กำลังจะยาวเกินไปแล้ว เหลืออีกสองเพลงคือ Brain Damage และ Eclipse ลองไปหาฟังดูเอาเองนะครับ แต่ดูเหมือนขณะนี้จะหาแผ่นที่อัดจากอเมริกาไม่ได้แล้ว เพราะบริษัท EMI สาขาประเทศไทยอัดออกจำหน่ายเอง จึงไม่มีใครอยากสั่งจากนอกเข้ามา เพราะเสียเวลาและแผ่นเสียงชุดนี้ราคาค่อนข้างแพง (อาจจะถึง 130 หรือ 140 บาท) สั่งของ EMI (Thailand) ถูกกว่าเยอะ แต่บางร้านยังเอากำไรมากขายตั้ง 110 บาท อยากบอกให้ทราบว่า คุณอาจซื้อได้ในราคา 80 บาท คุณภาพเสียงไม่แพ้แผ่นที่อัดจากอเมริกา นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งกับยุคที่ค่าครองชีพแพงลิบลิ่ว ท่านที่เคยเลือกซื้อแต่แผ่นที่อัดจากอังกฤษหรืออเมริกา (เหมือนผม) ลองฟังดูสักนิด แล้วคุณอาจจะสมัครเป็นแฟน EMI (Thailand) อีกคนก็ได้ (ผมไม่ได้ค่าโฆษณานะ) และถ้าหาร้านที่ขายราคา 80 บาทไม่เจอ จ.ม.มาถามผมที่นี่ Star Pics 1-3 ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ บางขุนพรหม ก.ท. 2 ยินดีบอกให้โดยไม่มีเอี่ยวใด ๆ กับร้านขายแผ่นเสียง พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

ระย้า