Mike Oldfield :: Crises (1983)


หมายเลขแผ่น - V 2262
แนวดนตรี - โพรเกรสซีฟ
โปรดิวเซอร์ - Mike Oldfield & Simon Phillips
ออกปี - 1983
สังกัด - Virgin

เด็กหนุ่มอายุเพียงแค่ 20 ปีคนหนึ่งสามารถสร้างดนตรีที่คนฟังต้องใช้ความรู้, พื้นฐานในการฟังดนตรีอย่างโชกโชน, จินตนาการทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการฟังดนตรีด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยมุ่งเน้นหนักไปในด้านความไพเราะหรือทฤษฎีดนตรีอะไรที่จะเข้ามาตัดสินว่าดนตรีของเด็กหนุ่มคนนี้ดีหรือไม่ดี เพราะดนตรีของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่การฟังเพื่อความไพเราะเป็นหลัก ไม่ใช่การสัมผัสเสียงทางหูเป็นเครื่องตัดสินว่ามีเมโลดี้เช่นไร ไม่ใช่เป็นดนตรีที่คนฟังๆแล้วคิดว่าตนเองมีเกรดในการฟังเหนือกว่าคนฟังต่างๆมากมาย แต่ดนตรีของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องฟังด้วยวิญญาณ ไม่ใช่ด้วยสมองในการจินตนาการ ไม่ใช่ด้วยหัวใจที่มีความรักในดนตรี เพราะสิ่งเหล่านั้นหาเพียงพอไม่ ในการแสวงหาความกว้างใหญ่แห่งจินตนาการอันลึกล้ำที่ดนตรีที่เด็กหนุ่มคนนั้นได้สร้างขึ้นมา ด้วยสกอร์เพียงช่วงเดียวที่วิลเลี่ยม ฟรีคกิ้น ผู้กำกับดิ เอ็กซอร์ซิสต์ได้นำเอาไปใช้ ได้ทำให้ชื่อเสียงของเด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อพุ่งพรวดพราดจากคนหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักก้าวมาสู่เด็กหนุ่มที่มีวี่แววจะกลายมาเป็นคีตกวีได้ในอนาคต แต่จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีของเด็กหนุ่มคนนั้น กลับอ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ จากแนวดนตรีอวองการ์ดที่ยิ่งใหญ่ ก้าวมาสู่ดนตรีแนวโพรเกรสซีฟธรรมดาสามัญ และจาก Tubular Bells ก้าวเข้ามาสู่ Crises ชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือ Mike Oldfield

จากที่เขียนมาในตอนต้นหาได้กล่าวหาว่า ผลงานในชุดนี้ของไมค์เป็นผลงานที่ไม่ดี แน่นอนในฐานะของไมค์แล้ว ผลงานชุดนี้ก้าวเข้าสู่ดนตรีในระบบคอมเมอร์เชียลได้ย่างน่าแปลกใจและเหลือเชื่อที่จะกล้าทำกันออกมาอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ ทั้งที่ผลงานในชุดที่แล้วก็เริ่มจะมีวี่แววที่ส่งและส่อกันอยู่แล้วจากชุดที่มีเพลง Family Man ซึ่ง Hall & Oates เอาไปร้องจนลือลั่นไงครับ เรื่องนี้อาจจะทำให้หลายคนที่มองไมค์ว่า สร้างดนตรีไม่มีรูปแบบและมั่วในความคิด อาจจะต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่ว่า คนที่แต่งเพลงที่เป็นจังหวะเต้นรำกันได้เพราะขนาดนี้ แล้วทำไมเขาถึงไม่ทำผลงานที่เข้าตลาดกันบ้าง อาจจะมีคำตอบได้หลายอย่าง แต่อาจจะเป็นเพราะคำว่าค่าของศักดิ์ศรีนั้นบางครั้งเงินก็ซื้อกันไม่ได้ การที่ได้ทำงานให้สะใจตัวเราเอง โดยที่อาจจะมีคนฟังเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ยอมรับ ก็ยังดีกว่าการที่สร้างผลงานออกมา โดยลืมนึกกันไปว่าตัวเองนั้นคือใคร จากผลงานที่ผ่านมาในยุคหลังของไมค์ จะเห็นได้ว่า คนนี้อ่อนล้ากันแล้ว ผลงานของเขาปราศจากจุดยืนที่แน่นอน ทำผลงานออกมาพยายามที่จะมองตลาดว่าในปัจจุบันดนตรีอะไรกำลังก้าวหน้ากันไปถึงไหน แต่อาจจะเป็นเพราะว่าความละอายใจในตนเอง ดนตรีของไมค์ก็ยังคงมีคลาส มีเกรด ในสายตาของนักฟังดนตรีที่ชื่นชอบดนตรีที่ต้องใช้จินตนาการ และดนตรีที่มีความประณีตในการส่งแววของดนตรีชั้นดีออกมา แต่ในสายตาของคนฟังผลงานเก่าๆของไมค์มาตลอด ดนตรีของไมค์รุ่นใหม่ๆก็เป็นได้เพียงผลงานดนตรีรูปแบบจอมปลอมเท่านั้นเอง

Tubular Bells คือเพลงอวองการ์ดที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คีตกวีและนักฟังดนตรีคลาสสิคใดๆ อาจจะมองไปว่าดนตรีเช่นนี้เป็นดนตรีที่สับสนวุ่นวาย แต่ Tubular Bells ก็ไม่เคยที่จะจำกัดความคิดของคนฟังว่าผู้ประพันธ์เพลงนี้มีจุดมุ่งหมายเช่นนี้นะ ใครไปคิดอย่างอื่นแสดงว่าไม่มีคลาสหรือความใส่ใจในการฟังดนตรีคลาสสิคกันเอาเลย Tubular Bells ไม่เคยที่จะจำกัดว่าผู้เล่นควรจะต้องมีกี่คน ความสมบูรณ์ของดนตรี หาใช่มาจากการที่ช่วงนี้นะ ผู้เล่นคนไหนต้องเล่นดนตรีชิ้นใด ออกมาหนักเบาแค่ไหน แต่ Tubular Bells มันยิ่งใหญ่จนกระทั่งตอกตราตรึงให้บุคคลที่สร้างมันขึ้นมาต้องอยู่กับความสำเร็จของมันไปชั่วชีวิต ไม่ว่าเขาจะออกมาผลงานชั้นยอดออกมามากมายขนาดไหน เช่น Ommadawn, Incantations ฯลฯ แต่เวลาที่คนฟังพูดถึงศิลปินที่มีชื่อว่า Mike Oldfield แล้ว คำตอบที่จะตามมาก็คือ อ๋อ คนที่สร้างผลงานในชุด Tubular Bells ใช่ไหม มันช่างเป็นความเจ็บปวดมากมายขนาดไหน ที่คนที่สร้างผลงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาจะต้องถูกจองจำติดกับที่ตนเองสร้างขึ้นมาได้มากมายขนาดนั้น

ดังนั้นการหลีกหนีตนเองเป็นเรื่องที่ต้องกระทำกันเป็นแน่แท้ แต่ถ้ายังมามัวสร้างดนตรีในรูปแบบเก่ากันอีก ก็คงจะไม่มีวันหนีพ้นความรู้สึกเช่นเดิมได้ ดังนั้นผลงานในยุคหลังของไมค์ ตั้งแตชุด QE II บทเพลงของไมค์เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง ก็คือจากดนตรีที่คนฟังต้องจินตนาการ และอารมณ์ร่วมกันตลอดทั้งบทเพลงที่มีความยาว 20-40 นาที ก็ลดลงมาเหลือ 5-6 นาที จากดนตรีที่ใช้ภาษาของดนตรีเป็นสื่อที่ประสานอารมณ์ในการฟัง ก็มีคำร้องที่เป็นตัวเชื่อมโยง แต่จุดนั้นเป็นจุดที่ทำให้เรามองเห็นกันได้ชัดว่า ไมค์เริ่มที่จะหันมาเห็นการทำงานในแบบตลาดกันบ้างแล้ว ท่วงทำนองดนตรีในรูปแบบง่ายๆที่สามารถอาจจะติดหูคนฟังกันได้ง่าย ในสายตาของนักฟังเพลงโพรเกรสซีฟทั่วไปอาจจะมองเห็นว่า ดนตรีของไมค์ในรูปแบบใหม่เช่นนี้มีทั้งความประณีตและลึกล้ำเป็นอันมาก แต่ในสายตาของแฟนเพลงเก่าก่อนที่มองดนตรีของไมค์คือรูปแบบของ Tubular Bells ดนตรีของไมค์รุ่นใหม่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากดนตรีที่ให้เด็กเล่นนั่นเอง

คุณอาจจะมองเห็นว่า รูปแบบของดนตรีของไมค์ในยุคหลังๆนี้มี 2 แนว อย่างในชุดนี้นะครับ ดนตรีหน้าแรกจากเพลง Crises คือดนตรีในรูปแบบเดิมที่ลดอัตตาของตนเองลงมา เช่น มีการสื่อความหมายกันด้วยคำร้อง ซึ่งในชุดนี้แผ่นเสียงของเขาให้คำจำกัดความถึงการสื่อสารทางดนตรีกันด้วยประโยคที่ว่า "The Watcher And The Tower , Waiting Hour By Hour" และอยากให้คุณมองดูรูปแบบหน้าปกแผ่นเสียงชุดนี้กันให้ดีด้วย ประกอบทั้งชื่อแผ่นหรือเพลงนี้ คุณอาจจะเห็นถึงการพยายามที่จะสื่อความหมายที่ไมค์ต้องการสื่อสารกันออกมาก็ได้

ในขณะที่ดนตรีในหน้าสอง มีลักษณะของดนตรีที่ประณีตในรูปแบบ แต่ไม่สลับซับซ้อนอะไรกันมากมาย ส่วนมากอาศัยการสื่อสารในแบบสมัยนิยมเข้าว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลง Taurus 3 ที่ไมค์หากินกันมาชุดนี้เป็นชุดที่ 3 แล้ว ผู้เขียนเองก็หาทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงในการสื่อสารดนตรีในเพลงนี้ไม่ เท่าที่ผู้เขียนพยายามศึกษาดนตรีในเพลงนี้ รู้สึกว่าหัวใจของเพลงนี้จะอยู่ในชุด Five Miles Out ซึ่งเสนอเพลง Taurus ในภาค 2 ครับ ถึงแม้ว่าดนตรีในเพลงนี้จะต่อกัน แต่มิได้หมายความว่า คุณจะฟังดนตรีในเพลงนี้โดยที่ยังไม่เคยฟังภาคเก่าๆมาแล้วจะได้ใจความในการฟังที่ไม่สมบูรณ์นะครับ

ในเพลง Moonlight Shadow ซึ่งตัดเป็นซิงเกิ้ล จุดนี้ล่ะครับ ที่คุณเห็นกันอย่างง่ายๆว่าความเป็นธุรกิจนั้น เริ่มมีบทบาทที่เข้ามาครอบงำตัวไมค์ขนาดไหน เป็นโชคดีของผู้ที่อยากจะฟังดนตรีโพรเกรสซีฟชั้นดี ในที่นี้อยากจะให้คุณมองรูปแบบของโครงสร้างดนตรีของไมค์ให้ดีนะครับ ทุกเพลงในหน้าสองนี้ เพลงแต่ละเพลง ไมค์พยายามที่จะใช้นักร้องที่มีลักษณะเหมาะกับเพลงมากเลย เช่น จอน แอนเดอร์สัน (นักร้องนำวงเยส) ก็หาได้มีบทบาทโดดเด่นมากไปกว่านักร้องคนอื่น แต่ที่ผู้เขียนชื่นชมมาก เห็นจะเป็นเพลง Shadow On The Wall (ร้องโดย Roger Chapman) ซึ่งเสียงร้องที่ออกมานั้นช่างเจ็บปวดและโหยหวนอะไรเช่นนั้น ในที่นี้อยากจะสรุปกันออกมาว่า ชื่อเสียงของผู้ร่วมงานในผลงานชุดนี้ หาได้มีผลต่อโครงสร้างงานในชุดนี้แต่อย่างไรไม่ มีศิลปินไม่กี่คนที่สามารถสร้างโครงสร้างของงานได้ดีมากขนาดนี้ เท่าที่ผู้เขียนนึกออกในตอนนี้ก็เห็นจะมีแค่ ริค เวคแมน คนเดียวเท่านั้น ที่มีความประณีตในงานที่ตนกระทำ

สรุปกันอย่างสั้นๆและง่ายๆว่า ผลงานชุดนี้ไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของไมค์ ไม่ใช่ผลงานที่มีความลึกล้ำอะไรกันจนกระทั่งต้องปีนกระไดกันฟัง ถ้าเราเฉลี่ยความยากและง่ายของดนตรีในชุดนี้ แต่ผลงานชุดนี้เป็นผลงานโพรเกรสซีฟชั้นดี แต่อาจจะนำความผิดหวังมาสู่แฟนเก่าก่อนของไมค์ไม่มากก็น้อย ผลงานชุดนี้เป็นผลงานที่เหมาะสำหรับนักฟังดนตรีโพรเกรสซีฟที่มีความสามารถในการฟังดนตรีกันถึงระดับแล้วที่ต้องการแสวงหาดนตรีที่สร้างและส่งเสริมฝีมือในการฟังดนตรีของคนฟังให้ก้าวข้ามชั้นไปอีกขั้น และผลงานของศิลปินที่มีชื่อว่า Mike Oldfield เป็นอันรับประกันได้อย่างว่า ต้องมีอะไรมาให้คนฟังกันเสมอ แต่ในที่นี้ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าคนฟังจะเจาะลึกดนตรีของไมค์กันได้มากน้อยขนาดไหน อยากให้คนที่มีความสนใจในดนตรีประเภทนี้ลองหามาฟังกัน และถ้าชอบก็ลองขวนขวายหาผลงานเก่าๆของเขามาฟังกันดู แล้วคุณจะรู้ว่าดนตรีเช่นนี้หามีจุดจบกันไม่

SP 189

No comments:

Post a Comment