ความรู้สึกประทับใจครั้งแรกของบุคคลแต่ละบุคคลต่อของสิ่งเดียวกันนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป สิ่งเดียวกันที่ได้สัมผัสหรือประสบพบพักตร์คนบางคนเก็บเอาไว้ในความทรงจำมิรู้ลืม ในขณะเดียวกันที่อีกคนมองเห็นโอเคแล้วผ่านเลย ดนตรีก็คงมีแตกต่างกันมากมาย ไม่เช่นนั้นจะมีการนำเสนอดนตรีแต่ละรูปแบบแตกต่างกันหรือ และในแต่ละสาขาต่างก็มีแฟนเฉพาะกลุ่มที่ติดตามและสนใจและเมื่อแยกดนตรีเป็นสาขากันแล้วซอยย่อยลงไปอีก เจาะจงเฉพาะศิลปินคนใดคนหนึ่งลงไป ศิลปินแต่ละบุคคลต่างก็มีแฟนที่ติดตามผลงานของเขาในรูปแบบเฉพาะเจาะจงอีกเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันเรามีศิลปินที่อยู่ในแวดวงดนตรีกันมากมาย ทั้งรุ่นเก่าๆที่ชื่อติดตลาดกันแล้ว รวมทั้งศิลปินหน้าใหม่ที่พยายามแหวกว่ายและบุกเบิกชื่อเสียงของตนเองให้เด่นดังขึ้นมา ดังนั้นวงการดนตรีจึงหยุดนิ่งไม่ได้ และในปัจจุบันนี้เรามีศิลปินหน้าใหม่อีกคนที่ผลงานของเธอช่างงดงามและหมดจดอะไรเช่นนี้ "วิทนีย์ ฮุสตัน" คือชื่อของสาวผิวหมึก (ซึ่งถ้าเทียบกับพวกผิวหมึกจริงๆแล้ว ผิวของเธอช่างใสและเป็นยองใยดีเหลือเกิน) คนนี้
ผมชั่งใจอยู่นานคิดจะขยับเขียนถึงผลงานชิ้นนี้ เพราะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เมื่อไหร่ที่นิ้วตนเองสัมผัสแป้นพิมพ์ดีดเพื่อจะเขียนถึงผลงานของเธอออกมา นั่นก็คือการใส่ความลำเอียงหรือความรู้สึกส่วนตัวลงไปในข้อเขียนชิ้นนี้เป็นแน่ 100% แม้ว่าจะเขียนแล้วรีไรท์ก็ตาม ก็คงจะไม่สามารถลบล้างความลำเอียงที่มีอยู่ต่อผลงานของผู้หญิงคนนี้ออกไปได้ ดังนั้นเมื่อคุณอ่านข้อเขียนชิ้นนี้จบ คุณจะใช้เลขกี่ตัวหารข้อเขียนชิ้นนี้ออกไปก็ได้ หรือแม้แต่เมื่อคุณได้สัมผัสผลงานชิ้นนี้ของเธอแล้วคุณไม่คิดว่าผลงานชิ้นนี้มีจุดดีตรงไหน นั่นก็จงขอให้รับทราบเลยว่าผมลำเอียง แต่ถ้าคุณได้ฟังแล้วเห็นว่าดีตามข้อเขียนของผม ก็ไม่ใช่เพราะผมมีความสามารถในการเขียนหรอกครับ แต่เป็นเพราะผลงานที่ดีย่อมไม่มีใครสามารถลบล้างหรือมองผ่านและข้ามเลยออกไปได้ ผลงานชิ้นนี้ของวิทนีย์ ฮุสตันเป็นผลงานที่สวยงามจนไม่ต้องหาคำบรรยายที่จะมาทำลายคุณค่าความงามและความดีลงไปได้
วันแรกที่ผมได้รับแผ่นเสียงชุดนี้มา พอกลับบ้านมีเวลาที่จะฟังดนตรี ผมเช็ดทำความสะอาดแผ่นเสียงด้วยความเคยชินมากกว่าที่จะทำเพราะมีคราบฝุ่นจับอยู่ วางแผ่นลงไปบนเทิร์นเทเบิ้ล กดปุ่มวางเข็มแผ่นเสียงลงไปบนผลงานชิ้นนี้ ตัวเองหันกลับไปนั่งหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ เสียงดนตรีเพลงแรกเริ่มขึ้น และต่อไปเรื่อยๆ ผมฟังด้วยความรู้สึกว่าเหมือนถูกมนต์สะกด ผมไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้ต่อผลงานในยุคปัจจุบันนี้มากเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะผลงานที่หยิบมาฟังนั้นมันกลายเป็นความเคยชินเสียมากกว่าว่าอย่างน้อยในวันหนึ่งต้องหาเวลาฟังเพลงอย่างน้อยวันละชั่วโมง แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะไม่สามารถทำได้ก็ตาม เพราะไม่รู้ว่าเวลาที่ผ่านไปนั้นได้ฆ่าตัวผมเองลงไปทีละนิดๆ โดยบางวันเวลาที่ผ่านไปผมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ก็ยังไม่สามารถหาเวลามานั่งฟังดนตรีกันได้ และเวลาส่วนมากที่จะฟังผลงานนั้น ส่วนมากหมดไปด้วยผลงานที่จะต้องนำมาเขียนเสียมากกว่าผลงานที่อยากจะฟังจริงๆ แต่สำหรับศิลปินผู้นี้ผมฟังด้วยความรักที่มีต่อดนตรีของเธอ ต่อผลงานของเธอ ดนตรีของเธอมันลื่นไหลไปเรื่อยๆ จับความรู้สึกทีละเล็กทีละน้อย ฟังแล้วฟังอีกด้วยความรู้สึกที่อยากจะฟัง ในขณะที่เขียนอยู่นี้ ถ้าผมกลับบ้านอัลบั้มแผ่นเสียงที่ผมคิดจะหยิบขึ้นมาทำความสะอาดและวางลงเบินเทิร์นเทเบิ้ลก็คือผลงานของเธอ
เวลาที่ผมอ่านหนังสือ เห็นพวกนักเขียนมือเซียนมืออาชีพเขาเขียนพรรณนาสิ่งที่เขาเห็นว่าสวยงามออกมา ด้วยถ้อยคำที่สละสลวยงดงาม ผมอยากจะให้เขาใช้ความสามารถที่เขามีมาช่วยผมในการเขียนเล่นสำนวนโวหารเพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านคล้อยตามว่าผลงานของวิทนีย์ชุดนี้งดงามเช่นไร แต่เมื่อจะเขียนกำลังคิดพล็อต ผมกลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ในหัวใจเลย ผมกลับคิดว่าถ้าของสิ่งใดก็ตามเราสามารถที่จะบรรยายออกมาได้ทั้งหมด นั่นก็ย่อมหมายความว่าของสิ่งนั้นไม่สวยงามจริง ไม่ดีจริง สิ่งที่ดี สิ่งที่สวยงาม ไม่จำเป็นต้องมีคำบรรยาย เพราะเมื่อไหร่ที่เราบอกถึงความงดงามของสิ่งนั้นออกมาเมื่อไหร่ เท่ากับเราได้ทำลายความสวยงามที่แท้จริงลงไปด้วยความปรารถนาดีของตัวเราเอง เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ถ้าจำดาราไม่ผิด รู้สึกจะเป็น โรเบิร์ต มิตชั่ม เล่นคู่กับ แนนซี่ กวาน (อาจจะไม่ใช่นะครับ) ในขณะที่ตัวละครกำลังพรากจากกัน โรเบิร์ต มิตชั่ม บอกอำลาแก่สาวน้อยกวาน (ในตอนนั้น) ว่า "จะมีคำพูดใดที่เศร้ากว่าและมีความหมายดีกว่าคำว่า "ลาก่อน" ไหม" ผมก็ไม่ทราบว่าคุณฟังแล้วรู้สึกเช่นไร แต่ผมมีความรู้สึกว่าจริงของเขา ถ้อยคำสั้นๆธรรมดาสามัญนี่ล่ะครับ คือถ้อยคำที่กินใจและฝังอยู่ในความรู้สึกตลอดเวลา แต่ดนตรีของวิทนีย์ไม่ใช่ถ้อยคำว่า "ลาก่อน" แต่ก็ไม่รู้จะใช้ถ้อยคำอะไรที่จะใส่ลงไปให้เพลินๆแต่งดงามเช่นนั้นได้
จากข้อความในพารากราฟแรก งานชิ้นนี้ของวิทนีย์อาจจะเป็นเฟิร์ส อิมเพรสชั่นของผมเพียงผู้เดียวก็ได้ อาจจะเหมือนกับความงามของผู้หญิงที่บุคคลแต่ละบุคคลมองผ่านแล้วรู้สึกไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะสวย ทุกคนที่เห็นต่างก็ลงความเห็นว่าสวย ในขณะที่คนที่เห็นว่าสวยคนหนึ่งเห็นแล้วก็ผ่านเลย แต่อีกคนเห็นแล้วเก็บเอาไว้ตรึงตราใจ เช่นเดียวกัน ดนตรีชิ้นนี้ก็เช่นกัน คนฟังต่างคนก็ต่างความรู้สึก เพียงแต่ผมอาจจะมีหน้าที่ต้องเขียนเพราะเป็นหน้าที่การงาน ก็เลยหยิบผลงานที่ตนเองชอบมาเขียน (อันความจริงชุดนี้ไม่เขียนก็ไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นผลงานที่ตัวแทนจัดส่งมาให้ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นผู้เลือกผลงานเองก็ตามสำหรับที่เซ็นทรัล แต่ก็ขอรับรองได้อย่างว่า ในตอนที่เลือกผมไม่เคยฟังผลงานของวิทนีย์เต็มชุดมาก่อน เคยผ่านหูทางวิทยุและก็เคยดูทางวิดีโอคลิป เพลงเดียวเท่านั้น ซึ่งลักษณะเช่นนั้นไม่ใช่ลักษณะที่จะนำมาตัดสินผลงานสำหรับผม) นี่อาจจะเป็นเพราะเพียงแต่ผมมีโอกาสดีกว่าเท่านั้น แต่เมื่อได้ฟังผลงานที่ดีไม่เขียนถึงก็ไม่รักกันจริงสิครับ แม้ว่าจะรู้ๆกันอยู่แล้วว่าคนที่อ่านคอลัมน์ต่างก็ฟังดนตรีกันเก่งๆทุกคน และส่วนมากก็คงฟังกันมาก่อนผมทั้งสิ้น แต่ก็ขอให้คิดว่าข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเพียงแต่คอมเมนต์ของผมก็แล้วกัน นี่ถ้าผลงานชิ้นนี้เป็นดนตรีเฮฟวี่หรือโพรเกรสซีฟอาจจะไม่เขียนก็ได้ (แต่ในครั้งหน้ามีอัลบั้มเฮฟวี่มาเขียนชัวร์ 100%)
จะเห็นได้ว่าครั้งนี้เซียนไม่พูดถึงเพลงเลยสักเพลงเดียว อันที่จริงตามปกติก็ไม่พูดอยู่แล้ว แต่สำหรับชุดนี้มีเหตุผลเพราะนับแต่ร่องแรกของหน้าแรกจนถึงร่องสุดท้ายของหน้าสอง ดนตรีที่คุณจะได้ฟังคือดนตรีที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสนใจว่าซิงเกิ้ลไหนดังเลยครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคุณยึดติดกับการฟังดนตรีตามอันดับกันมากกว่าจะฟังดนตรีที่มาจากความรู้สึก อันดับรู้เอาไว้เอาเป็นไอเดีย แต่ดนตรีต้องมาจากจิตใจ มาจากรสนิยมไม่ใช่มาจากเพราะมันดังมันถึงดี มันถึงเพราะ แล้วไม่ต้องห่วงนะครับว่าคุณฟังแล้วจะไม่ชอบ มันมีโอกาสเป็นไปได้เสมอ เพราะรสนิยมห้ามกันได้อย่างไร ที่ครั้งนี้ต้องบอกอย่างนี้ก็อย่างที่บอกว่าข้อเขียนขิ้นนี้ค่อนข้างมีความลำเอียงยกหลายกำลัง ดนตรีดีๆอย่างนี้ไม่รักก็เต็มกลืนแล้ว
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมรักวิทนีย์ในการทำงานของเธอก็คือถ้อยคำหลังปกอัลบั้ม ที่เธอกล่าวขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางออ้อม ซึ่งไม่ได้เห็นอัลบั้มที่เขียนถ้อยคำเช่นนี้มานานแล้ว ความเป็นคนมีความอ่อนน้อยในสิ่งที่ดีงามเป็นเรื่องที่อาจจะเล็กน้อย แต่นี่ย่อมเป็นเหตุผลได้ว่า โลกนี้ยังไม่เลวร้ายเกินไปนักสำหรับยุควัตถุเป็นตัวกำหนดจิตใจ
ใครก็ตามที่มีความรัก อยู่ในห้วงแห่งรัก อกหัก เอาผลงานชิ้นนี้ช่วยชโลมจิตใจกันสิครับ ซึ่งก็เหมือนนักพนันที่ย่อมมีความรู้สึกทางด้านจิตใจที่ดีขึ้น เมื่อรู้ว่ามีบุคคลอื่นเล่นเสียมากกว่าตน (นี่เปรียบเทียบแบบหน้ามือพลิกเป็นส่วนต่ำของอวัยวะกันมั่งครับ อ่านเล่นๆเพลินๆก็แล้วกัน) เรื่องความรักที่วิทนีย์ร้องออกมาอาจจะดูเป็นน้ำเน่าสักหน่อย แต่ถ้าโลกนี้ปราศจากความรักแล้ว เราจะมีน้ำบริสุทธิ์กันทำไมกัน โอ้ นี่ผมรักผลงานชิ้นนี้จนไม่ลืมหูลืมตาแล้วหรือนี่
SP 208
SP 208
No comments:
Post a Comment